Her Royal Highness Princess  Galyani Vadhana
มหาสารคาม

จังหวัดมหาสารคาม ที่พัก สถานที่ท่องเที่ยว

Archive for the ‘เทศกาลและงานประเพณี’ Category

Wednesday
May 28,2008

บุญบั้งไฟ ” เป็นที่นิยมทำกันในเดือนหก (ประมาณเดือนพฤษภาคม) เป็นการบูชาพญาแถนและเป็นประเพณีทำบุญขอฝน เพื่อให้ฝนต้องตามฤดูกาล ส่วนมากยังคงปฏิบัติกันอยู่มากเนื่องจากเชื่อกันว่าหากปีใดงดงานบุญบั้งไฟจะทำให้ท้องถิ่นของตนเกิดเภทภัยต่าง ๆ เช่น ฝนแล้ง หากทำบุญดังกล่าวแล้วก็เชื่อว่าฝนฟ้าจะตกต้องตามฤดูกาล ชาวบ้านจะอยู่เย็นเป็นสุข ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ ทั้งปราศจากโรคภัยอีกด้วย

บุญบั้งไฟ

การทำบุญบั้งไฟเริ่มต้นแต่มีใบฎีกาบอกบุญไปยังหมู่บ้านหรือคุ้มวัดต่าง ๆ แล้วแต่ละคุ้มวัดจะช่วยกันทำบั้งไฟซึ่งต้องใช้ดินปืนเป็นส่วนผสมสำคัญเพื่อเป็นแรงส่งให้บั้งไฟขึ้นไปสู่ท้องฟ้าได้ จากนั้นก็มีการตกแต่งบั้งไฟให้สวยงามด้วยกระดาษสีเป็นลายไทย ส่วนใหญ่เป็นรูปพญานาคเพราะเข้ากับรูปพรรณสัณฐานของบั้งไฟ พอได้เวลาก็ช่วยกันแห่แหนบั้งไฟไปที่วัด ในขบวนมีการเซิ้งและการฟ้อนพื้นบ้านเป็นที่สนุกสนานครึกครื้น ในงานมักจะมีการบวชนาคพร้อมกันไปด้วย ก่อนบวชมีการฟังพระสวดและถวายภัตตาหารเพล จากนั้นจึงมีการจุดบั้งไฟมากก็จะมีการแข่งขันจุดบั้งไฟอย่างสนุกสนาน ผู้ใดแพ้จะถูกโยนลงโคลน เวลากลางคืนนอกจากจะมีมหรสพพื้นบ้านทั่วไปแล้ว ยังนิยมการแข่งขันตีกลองเอาเสียงดังแข่งกัน เรียงว่า “กลองเส็ง” งานบุญบั้งไฟนี้หลายท้องถิ่นในภาคอีสทนยังคงถือเป็นงานประเพณีประจำปีที่สำคัญมาก พอใกล้วันงานชาวอีสานไม่ว่าไปอยู่แห่งหนตำบลใดก็จะกลับบ้านเพื่อไปร่วมงานบุญบั้งไฟอันเป็นงานที่สร้างความรักความสามัคคีของคนท้องถิ่นเป็นอย่างดี

นอกจากนี้แล้ว ในวันเพ็ญเดือนหก ชาวอีสานยังนิยมทำ “บุญวันวิสาขบูชา” ได้แก่การตักบาตร ฟังเทศน์ในตอนเช้า และเวียนเทียนที่วัดหรือปูชนียสถานที่สำคัญของท้องถิ่นในตอนค่ำและในบางแห่งยังคงมีการสรงน้ำพระพุทธรูปซึ่งเป็นการสรงต่อเนื่องมาจากพิธีตรุษสงกรานต์

อุไร ปุยวงศ์ ” เจ้าแม่หมอลำซิ่งภาคอีสาน”

Monday
Mar 31,2008

สงกรานต์ หนึ่งปีเวลาช่างผ่านไปรวดเร็วจริง ๆ นี่จะสงกรานต์อีกแล้วหลายคนคงลืมไปแล้วว่ามันคือปีใหม่ไทย แต่ที่จำได้แม่นก็คือ  ใกล้จะได้เล่นสาดน้ำกันอย่างสนุกสนาน… ปีที่แล้วได้กลับบ้านก็เลยได้ถ่ายภาพช่วงเทศกาลสงกรานต์ บ้านเราที่มหาสารคาม เก็บไว้ดูแล้วก็อยากกลับบ้าน…

ซึ่งหลายคนก็คงมีความรู้สึกอยากให้ถึง “สงกรานต์” เร็วๆ อย่างน้อยก็ได้กลับบ้านพักผ่อนจากความวุ่นวาย…ในเมืองใหญ่และปีนี้หลายคนคงได้หยุดงาน กันหลายวัน แต่สิ่งนึงที่ไม่ควรลืมก็คือ เข้าวัดทำบุญ ซึ่งเป็นประเพณีที่ควรสืบสานไว้อย่าให้หายไปจากบ้านเราครับ

พระยืน
พระพุทธรูปยืนมงคล

สงกรานต์
หนุ่มสาวหายไปไหน….มีแต่คนแก่กับเด็ก…

ไหว้พระ
ภาพที่ดูเมื่อไหร่ก็รู้สึกดี.

สงกรานต์บ้านเรา ไม่มีถนนข้าวสาร  ถนนข้าวเหนียวก็ไม่มี แต่ทุกถนนคนกินข้าวเหนียว ไม่มีถนนข้าวปุ้น แต่ก็สนุกไม่แพ้จังหวัดอื่น…และอยากฝากไว้นะครับ สงกรานต์บ้านเราสนุกได้ไม่ต้องเมา และถ้าจะเมาก็ไม่ควรขับ เล่นน้ำแต่พองาม…ครับ

ปีที่ผ่านมีโอกาสได้ไปสรงน้ำพระพุทธรูปยืนมงคล ที่อำเภอกันทระวิชัย เป็นพระคู่บ้านคู่เมืองกันทรวิชัยและจังหวัดมหาสารคามนะครับ ถ้ามีโอกาสก็ไปนมัสการครับไม่ไกลจากตัวเมืองมหาสารคาม ประมาณ 15 กิโลเมตรก่อนถึง อ.กันทรวิชัย

เล่นสาดน้ำsongkranสงกรานต์

Monday
Jan 28,2008

 วันที่ 1-10 กุมภาพันธ์ 2551 นี้ ณ ศาลากลางเก่า.หลังจากที่สอบถามไปทางจังหวัดก็ได้คำตอบของเหตุที่ต้องเปลี่ยนชื่องาน จากทุกปี “บุญเบิกฟ้าและงานกาชาด” เป็น “งานกาชาด และมหกรรมกีฬาจังหวัดมหาสารคาม ”

เดิมจังหวัดมหาสารคาม ได้กำหนดให้มีการจัดงานประเพณีบุญเบิกฟ้าและกาชาดจังหวัดมหาสารคามขึ้น ในระหว่างวันที่ 1 - 10 กุมภาพันธ์ 2551 รวม 10 วัน 10 คืน ณ บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองมหาสารคาม แต่เนื่องจากสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนคริทร์ ได้สิ้นพระชนม์ และในช่วงเวลาจัดงานดังกล่าว ยังอยู่ในช่วงเวลาไว้ทุกข์ และประกอบกับสภากาชาดไทย แจ้งแนวทางปฏิบัติในการจัดงานกาชาดของหล่ากาชาดจังหวัด โดยให้งดเว้นการจัดกิจกรรมที่มีรูปแบบเป็นงานรื่นเริง/บันเทิง
ดังนั้น เพื่อเป็นการถวายอาลัยและให้การจัดงานกาชาดของเหล่ากาชาดจังหวัด เป็นไปตามแนวทางดังกล่าวข้างต้น จังหวัดมหาสารคาม จึงงดเว้นจัดงานรื่นเริง/บันเทิง ในงานประเพณีบุญเบิกฟ้า และกาชาด ฯ และได้มีการปรึกษาหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีความเห็นว่า ควรเปลี่ยนแปลงชื่องานและกิจกรรมของงานให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เปลี่ยนไป จึงได้เชิญประชุมคณะกรรมการจัดงาน ฯ เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2551 และที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้เปลี่ยนชื่องานเป็น “งานกาชาดและมหรรมกีฬาจังหวัดมหาสารคาม” แทน

และถึงแม้จะเปลี่ยนชื่องานดังกล่าว จังหวัดก็ยังคงให้ความสำคัญในงานประเพณีบุญเบิกฟ้าอยู่เช่นเดิม โดยให้มีการจัดทำ สัตยาธฐาน เป็นการทดแทนคุณผืนแผ่นดิน ตาม “เบญจสัจสัญญา-มหาสารคาม” ในงานกาชาดและมหกรรมกีฬาจังหวัดมหาสารคาม ประจำปี 2551 ในวันเสาร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2551 เฉพาะอำเภอเมืองมหาสารคามให้จัดทำพิธีที่องค์พระประธานกันทรวิชัย บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดมหาสารคาม (หลังเก่า) ส่วนอำเภออื่นทุกอำเภอสให้จัดกิจกรรมดังกล่าวตามความเหมาะสม

จังหวัดมหาสารคาม ได้กำหนดให้มีการจัดงานกาชาด และมหกรรมกีฬาจังหวัดมหาสารคาม ซึ่งทุก ๆ ปี เรียกงานบุญเบิกฟ้าและงานกาชาด ตอนแรกก็สงสัยว่าทำไมถึงมีการเปลี่ยนชื่อ แต่ผมว่างดกิจกรรมรื่นเริงก็น่าจะพอแต่ชื่อบุญเบิกฟ้าน่าจะคงไว้.

ช่วงเวลา วันขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๓ ของทุก ๆ ปี (อยู่ระหว่างปลายเดือนมกราคม-ต้นเดือนกุมภาพันธ์)

ความสำคัญ
ประเพณีบุญเบิกฟ้า เป็นประเพณีของชาวมหาสารคามที่ประกอบขึ้นตามความเชื่อว่า เมื่อถึงวันขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๓ ของทุกๆ ปี ฟ้าจะเริ่มไขประตูฝน โดยจะมีเสียงฟ้าร้อง และทิศที่ฟ้าร้องเป็นสัญญาณบ่งบอกตัวกำหนดปริมาณน้ำฝนที่จะตกลงมาหล่อเลี้ยงการเกษตรในปีนั้น ๆ
ตำนานโบราณกล่าวถึงทิศที่ฟ้าร้องว่า
๑. ทิศบูรพา มีครุฑเป็นสัตว์ประจำทิศ เป็นทิศประตูน้ำ ถ้าฟ้าร้องทิศนี้ฝนจะดี ข้าวกล้าในนาจะอุดมสมบูรณ์ คนทั้งปวงจะได้ทำบุญให้ทานอย่างเต็มที่
๒. ทิศอาคเนย์ มีแมวเป็นสัตว์ประจำทิศ เป็นทิศประตูลม ถ้าฟ้าร้องทางทิศนี้ฝนจะน้อย นาแล้ง คนจะอดอยาก และเกิดโรคระบาด
๓. ทิศทักษิณ มีราชสีห์เป็นสัตว์ประจำทิศ เป็นทิศประตูทอง ถ้าฟ้าร้องทางทิศนี้ฝนจะมาก น้ำจะท่วมข้าวกล้าในนาเสียหายถึงสองในห้าส่วน นาลุ่มเสีย นาดอนดี มีปูปลาอุดมสมบูรณ์
๔. ทิศหรดี มีเสือเป็นสัตว์ประจำทิศ เป็นทิศประตูตะกั่วหรือประตูชิน ถ้าฟ้าร้องทางทิศนี้ฝนจะดี น้ำงามพอเหมาะ ผลหมากรากไม้อุดม ปูปลามีมาก ข้าวกล้าบริบูรณ์ ผู้คนมีความสุข
๕. ทิศปัจจิม มีนาคเป็นสัตว์ประจำทิศ เป็นทิศประตูเหล็ก ถ้าฟ้าร้องทางทิศนี้ฝนจะแล้ง น้ำน้อย ข้าวกล้าในนาแห้งตาย เสียหายหนัก
๖. ทิศพายัพ มีหนูเป็นสัตว์ประจำทิศ เป็นทิศประตูหินถ้าฟ้าร้องทางทิศนี้ฝนจะตกปานกลาง ข้าวกล้าได้ผลกึ่งหนึ่ง เสียหายกึ่งหนึ่ง ปูปลามีน้อย คนจักป่วยไข้
๗. ทิศอุดร มีช้างเป็นสัตว์ประจำทิศ เป็นทิศประตูเงิน ถ้าฟ้าร้องทางทิศนี้ ฝนจะดี ข้าวกล้าในนางอกงามดี คนมีสุขทั่วหน้า
๘. ทิศอีสาน มีงัวเป็นสัตว์ประจำทิศ เป็นทิศประตูดิน ถ้าฟ้าร้องทางทิศนี้ ฝนจะดีตลอดปี ข้าวกล้าในนาจะงอกงามสมบูรณ์ดี คนจะมีความสุขเกษมตลอดปีอย่างถ้วนหน้า
ด้วยความเชื่อตามตำนานดังกล่าว ชาวมหาสารคามจึงมีประเพณีบุญเบิกฟ้า (เดิมเรียกว่าบุญเบิกบ้าน) เพื่อขอพรจากแถน (เทพผู้เป็นใหญ่) ให้ไขประตูฟ้าทางทิศที่เป็นมงคล
อนึ่งในวันขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๓ จะมีปรากฏการณ์มหัศจรรย์เกิดขึ้น ๓ อย่างคือ
๑. กบไม่มีปาก คือจะมีแผ่นเยื่อเกิดขึ้นปิดรูกบเป็นอันว่าวันนั้นกบจำศีล ไม่ฆ่าสัตว์อื่น ๆ เป็นอาหาร
๒. นากไม่มีรูทวาร คือมีแผ่นเยื่อเกิดขึ้นปิดทวารหนักของตัวนาก เป็นอันว่านากจะไม่ขับถ่ายในวันนั้น เพราะไม่ได้กินอาหาร
๓. มะขามป้อมจะมีรสหวาน

พิธีกรรม
พิธีกรรมบุญเบิกฟ้า มี ๔ อย่างคือ
๑. จัดพิธีสู่ขวัญข้าว ชาวอีสานเรียกว่าทำบุญตุ้มปากเล้า
๒. หาบปุ๋ยคอก (ชาวอีสานเรียกว่าฝุ่น)ไปใส่ผืนนา
๓. ทำบุญเฮือน (ทำร่วมกับทำบุญปากเล้า)
๔. นำข้าวเปลือกเต็มกระบุงไปถวายวัด
มีลำดับขั้นตอนการทำพิธีต่าง ๆ ดังนี้
๑. พิธีสู่ขวัญข้าว เพื่อแสดงความกตัญญูต่อพระแม่โพสพ เพื่อความสบายใจในการซื้อขายข้าว และเพื่อให้การแบ่งปันข้าวแก่ญาติมิตรผู้มาร่วมพิธี
เครื่องบูชาหรือเครื่องคายในพิธีสู่ขวัญข้าว
๑. ใบคูน ๙ ใบ
๒. ใบยอ ๙ ใบ
๓. ขันหมากเบ็ง (พานบายศรี)ห้าชั้น ๒ ขัน
๔. กระทงใหญ่เก้าห้อง ใส่เครื่องบัดพลีต่าง ๆ มีหมากพลู บุหรี่ ข้าวตอก ดอกสามปีบ่เหี่ยว (บานไม่รู้โรย) ดอกรัก ถั่วงา อาหารคาวหวาน หมากไม้ เหล้าไห ไก่ตัว ไข่ไก่ ข้าวต้มมัด เผือก มัน มันแข็ง มันอ่อน มันนก ข้าวต้มใส่น้ำอ้อย
๕. ต้นกล้วย
๖. ต้นอ้อย
๗. ขัน ๕ ขัน ๘ (พานใส่ดอกไม้และเทียนจำนวนอย่างละ ๕ คู่และ ๘ คู่ ตามลำดับ)
๘. เทียนกิ่ง
๙. ธูป
๑๐. ประทีป
๑๑. แป้งหอม
๑๒. น้ำหอม
๑๓. พานใส่แหวน หวี กระจก
๑๔. เครื่องนอน มีสาดอ่อน (เสื่อ) หมอนลาย หมอนพิง แป้งน้ำ
๑๕. ฟักแฟง ฟักทอง กล้วยตานี กล้วยอีออง (กล้วยน้ำว้า)
๑๖. เงินคาย ๑ บาทกับ ๑ เฟื้อง

พิธีกรรม
๑. จัดเครื่องบูชาวางไว้บนกองข้าว ในยุ้งฉางข้าวมีผ้าขาวปูรองรับ โยงด้ายสายสิญจน์ จากเครื่องบูชานั้น โยงไปรอบยุ้งและไปยังเรือนเจ้าของยุ้ง
๒. หมอสูตรหรือเจ้าพิธีจะนุ่งขาวห่มขาวแบบพราหมณ์ ถือหนังสือใบลานก้อมเรื่องคำสูตรขวัญข้าวขึ้นไปที่ยุ้ง นั่งลงตรงหน้าเครื่องบูชา หันหน้าไปทางทิศที่เป็นมงคลประจำวัน ไหว้พระรัตนตรัย ป่าวสัคเคชุมนุมเทวดาแล้วอ่านคำสูตรขวัญข้าวจากหนังสือก้อม
๓. ในขณะที่หมอสูตรกำลังร่ายคำอยู่นั้น จะมีคน ๒ คน ยืนระวังอยู่ ๒ ข้างประตูยุ้งฉาง คอยส่งเสียงร้องเรียกขวัญข้าวเป็นระยะ ๆ สอดคล้องกับคำสูตรของหมอสูตร
๔. เมื่อหมอสูตรว่าคำสูตรจบลงเป็นอันเสร็จพิธี แต่เครื่องบูชาทั้งหลายให้วางไว้ที่เดิมอีก ๗ วัน เว้นแต่มีสิ่งใดที่เน่าบูดก็เก็บออกได้
๕. ห้ามทำการตักข้าวออกจากยุ้งฉางก่อนจะครบ ๗ วัน หลังจากทำพิธีสู่ขวัญข้าวแล้ว
๒. พิธีหาบฝุ่น(ปุ๋ยคอก)ใส่ผืนนา
เพื่อบำรุงดิน
พิธีการ
ในตอนเช้ามืดของวันขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๓ ชาวนาจะต้องหาบปุ๋ยคอกจากกองมูลวัว มูลควาย ซึ่งมักอยู่ใต้ถุนเรือนของตน ทยอยออกไปใส่ผืนนา จนกระทั่งถึงเที่ยงวัน จึงหยุด เป็นการเริ่มต้นเอาฝุ่น (ปุ๋ยคอก) ใส่นาในปีนั้น
๓. พิธีทำบุญเฮือน
เพื่อนำสิริมงคลจากพระรัตนตรัยมาสู่ที่อยู่อาศัย
พิธีการ
ตอนเย็นนิมนต์พระภิกษุจำนวน ๕ หรือ ๙ รูป มาสวดมนต์เย็นที่บ้าน ตอนเช้าของวันรุ่งขึ้นนิมนต์พระสงฆ์ชุดเดิมมาสวดมนต์เช้าที่บ้านแล้วทำบุญตักบาตรและถวายจังหันเช้า
๔. พิธีนำข้าวเปลือกเต็มกระบุงมาถวายวัด
เพื่อแสดงความเคารพศรัทธาต่อพระสงฆ์ เนื่องจากคนอีสานโบราณนั้นมีศรัทธาแรงกล้าต่อพุทธศาสนา เมื่อได้สิ่งที่ดี ๆ ต้องนำไปถวายพระก่อน สมัยก่อนในวัดทุกวัดจะมียุ้งฉางข้าว (เล้าข้าว) ปลูกไว้ด้วย เมื่อญาติโยมบริจาคข้าวเปลือกก็นำมาเก็บไว้ในยุ้งฉาง เอาไว้แจกทานต่อผู้ยากไร้ในโอกาสต่อไป
พิธีการ
เมื่อถึงวันขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๓ ของทุกปี จะตรงกับช่วงที่ชาวนานำข้าวเปลือกมาสู่เล้าหรือยุ้งฉางเสร็จใหม่ ๆ ชาวอีสานมีข้อคะลำหรือขะลำ (ข้อควรระวังหรือข้อห้าม) เกี่ยวกับข้าวว่า
๑. ถ้ายังไม่ทำพิธีสู่ขวัญข้าวห้ามตักข้าวออกจากยุ้งฉาง ถ้าจำเป็นต้องใช้บริโภคต้องกันจำนวนหนึ่งไว้ต่างหาก
๒. ห้ามตักข้าวในยุ้งฉางในวันศีลน้อยใหญ่ (วัน ๗-๘ ค่ำ และวัน ๑๔-๑๕ ค่ำ ทั้งขึ้นและแรม)
๓. ก่อนตักข้าวทุกครั้ง ต้องนั่งลงยกมือขึ้นพนมแล้วกล่าวคาถาว่า “บุญข้าว บุญน้ำเอย กินอย่าให้บก จกอย่าให้ลง” แล้วจึงตักได้
ดังนั้น ในวันขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๓ ของทุกปี จึงมีพิธีสู่ขวัญข้าว พิธีต้มปากเล้า พิธีเอาบุญเฮือน และตอนบ่าย ๆ ของวันนั้นจะนำข้าวเปลือกเต็มกระบุงไปถวายวัด แล้วจึงใช้ข้าวในยุ้งฉางเป็นประโยชน์ได้ตามอัธยาศัย

สาระ
ประเพณีบุญเบิกฟ้า มีประโยชน์ต่อวิถีชีวิตและจิตใจของเกษตรกรคือ
๑. เป็นการเตรียมพร้อมที่จะลงมือทำการเกษตรได้ทันฤดูกาล เพราะเมื่อถึงเทศกาลบุญเบิกฟ้า พวกเขาย่อมได้ทำบุญให้เกิดขวัญและกำลังใจ ได้หาบปุ๋ยคอกบำรุงดิน แล้วเตรียมกาย เตรียมใจและเครื่องมือให้พร้อมที่จะทำนา
๒. เป็นผู้มีความเชื่อมั่นศรัทธาต่อพุทธศาสนา เพราะได้ทำบุญเป็นประจำทุกปี ทำให้รู้จักเสียสละไม่ตระหนี่ถี่เหนียว
๓. เป็นผู้มีความกตัญญูต่อผืนนา สิ่งแวดล้อม ดินฟ้าอากาศ ตลอดจนเทพต่าง ๆ ที่เชื่อว่าเป็นผู้บันดาลฝนและธัญญาหารเช่น พญาแถน และพระแม่โพสพ เป็นต้น
๔. เป็นผู้รู้จักประหยัดเช่น รู้จักเก็บข้าวไว้ในยุ้งฉางอย่างมีระเบียบ แม้แต่จะ ตักออกก็ยังมีพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ ช่วยเตือนสติไม่ให้ใช้ข้าวอย่างสุรุ่ยสุร่าย ดังคำสอนของสมเด็จพระสัมมาพุทธเจ้าที่ว่า “นตฺถิ ธญฺญสม ธน” แปลว่า “ทรัพย์เสมอด้วยข้าวเปลือกไม่มี

August 2008
M T W T F S S
« Jul «-»  
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

Tags

Meta


Recent Comments